LPN plans to balance product and investment portfolios, aiming to release 1,800 units of ready-to-move-in stock in 2024.

LPN กางแผนบาลานซ์พอร์ตสินค้า-ลงทุน เป้าปี 67 ระบายสต๊อกพร้อมอยู่ 1,800 ยูนิต

“แอล.พี.เอ็น.” เดินหน้าสร้างสมดุลการบริหารพอร์ตสินค้าบ้าน-คอนโดฯ และการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ลุยสร้างธุรกิจใหม่เพื่อรักษาอัตราการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร พร้อมเร่งระบายสต๊อกสินค้าพร้อมอยู่สะสมกว่า 11,000 ล้านบาท วางเป้าปีนี้ระบายออก 1,800 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 4,500-5,000 ล้านบาท คาด 3 ปีขายหมด เผยปี 67 เปิดตัว 6 โครงการใหม่ แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 5 โครงการ คอนโดฯ 1 โครงการ มูลค่ารวม 6,500 ล้านบาท วางเป้ายอดขายทั้งปี 11,000 ล้านบาทโตจากปีก่อน 10%

นายอภิชาติ เกษมกุลศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN กล่าวถึงแนวทางการบริหารบริษัทภายหลังจากการเข้ามารับตำแหน่ง ว่า แอล.พี.เอ็น.เป็นกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ทำธุรกิจอย่างครบวงจร (Self-fulfillment) โดยมีบริษัทในเครือที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และสร้างรายได้ ทั้งบริษัทบริหารจัดการโครงการอย่างบริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) บริษัทที่ให้บริการด้านงานวิศวกรรมอย่าง บริษัท แอล พี เอส โปรเจค มาเนจเมนท์ จำกัด (LPS) และบริษัทด้านรักษาความปลอดภัยอย่างบริษัท รักษาความปลอดภัย แอลเอสเอส โซลูชั่นส์ จำกัด (LSS) ซึ่งแต่ละบริษัทมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

“ในฐานะ CEO มีหน้าที่ในการมองไปข้างหน้า และมองหาธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือจากธุรกิจอสังหาฯ เพื่อเฟ้นหาธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาสร้างผลตอบแทนในระยะกลาง และระยะยาว นอกเหนือจากธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างสมดุลในการเติบโตให้ธุรกิจในระยะยาว ด้วยการทำงานที่สอดประสานกันในทุกภาคส่วน” นายอภิชาติ กล่าวและว่า LPN มีแนวทางในการสร้างความสมดุลใน 3 มิติ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ไปพร้อมๆ กันในทุกมิติ ประกอบด้วย

1.Rebalance Portfolio การสร้างความสมดุลในการพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ ทั้งในส่วนของการพัฒนาโครงการ งานบริการ ไปจนถึงงานวิจัยและพัฒนา นำจุดแข็งของแต่ละหน่วยธุรกิจมาเสริมสร้างและขับเคลื่อนองค์กรไปพร้อมๆ กัน โดยในปีแรกจะเน้นการพัฒนาจุดแข็งในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพภายใต้แนวคิด “น่าอยู่” (5C) ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รวมถึงปรับปรุงและเติมเต็มข้อจำกัดของแอล.พี.เอ็น. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด

2.โดยหลักๆ คือ การสร้างความสมดุลของ Portfolio ด้วยการเพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย ซึ่ง ปัจจุบัน บริษัทมีสินค้าที่ขายแล้วรอโอน (Backlog) ในมือ 2,300 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มยอดขายโดยใช้กลยุทธ์ด้านราคา และการเพิ่มอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมให้หน่วยงาน รวมถึงเครือข่ายการขายของบริษัทเพื่อกระตุ้นยอดขาย ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายรวม 11,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% แบ่งเป็นยอดขายจากโครงการใหม่ 4,500-5,000ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% และเป็นยอดขายจากสต๊อกบ้านและคอนโดฯ สร้างเสร็จแล้ว 4,500-5,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทมีสต๊อกที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ในมือกว่า 4,000-5,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดฯ 70% และ 30% เป็นบ้านแนวราบ

“สต๊อกสร้างเสร็จที่มีอายุมากที่สุด 6-7 ปี คือ โครงการลุมพินี ซีวิว ชะอำ กว่า 700 ยูนิต ปัจจุบันเหลือขายกว่า 500 ยูนิต โดยจะใช้กลยุทธ์การลดราคาเป็นหลัก ด้วยการยอมลดอัตรากำไรขั้นต้นที่เดิมทำได้เฉลี่ย 22% ให้เหลือ 20% ทั้งนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ย ค่าส่วนกลาง และค่าซ่อมแซม ซึ่งตามเป้าหมายปีนี้คาดหวังจะระบายให้ได้กว่า 1,800 ยูนิต หรือราว 4,500-5,000 ล้านบาท ส่วนสต๊อกคอนโดฯ ในโครงการลุมพินีทาวน์ชิป ปัจจุบันมียูนิตเหลือขาเพียง 10% เท่านั้น”

2.Rebalance Resource การสร้างสมดุลโดยการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาจัดสรร และสร้างมูลค่าให้องค์กรด้วยการนำความเชี่ยวชาญของแต่ละส่วนงานมาสนับสนุนการบริหารงานและการจัดการของแอล.พี.เอ็น. ให้สอดคล้องกันยิ่งขึ้น

เพื่อพัฒนาศักยภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน โดยเป็นแนวทางของการพัฒนาองค์กรในระยะยาว

3.Rebalance Stakeholders’ Wealth ภายใต้แนวทางการบริหารในการสร้างความสมดุลทั้งสองมิติแรก จะนำไปสู่การสร้างสมดุลในการให้ผลตอบแทนที่ดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกส่วน ทั้งนักลงทุน ผู้ถือหุ้น พนักงาน และพันธมิตรทางธุรกิจให้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม

นอกจากนั้น ยังมองเห็นโอกาสการเติบโตด้วยการนำบริษัทในเครือที่มีผลการดำเนินงานที่ดีเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยเฉพาะบริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) โดยคาดว่าจะนำแอล พี พี เข้าจดทะเบียนในตลาดเอ็ม เอ ไอ ซึ่งเป็นการแยกธุรกิจบริการออกจากธุรกิจอสังหาฯ ที่จะช่วยให้ แอล.พี.เอ็น. รับรู้มูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจบริการกว่า 40% และยังเป็นการส่งเสริมกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยในปี 66 แอล พี พีมีรายได้ประมาณ 1,560 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิประมาณ 139 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตทางรายได้กว่า 80% และการเติบโตทางกำไรสุทธิกว่า 23% ภายใน 3 ปี








ที่มา:https://mgronline.com/stockmarket/detail/9670000016394

ที่ 23/2/2024


คอนโดยอดนิยม BTS สายสุขุมวิท-สายสีลม


คอนโดยอดนิยม MRT


คอนโดใกล้สถานศึกษา